สอนสกรีนเสื้อแบบง่ายๆ ด้วยตนเอง

มันเป็นบล็อคที่ทำง่ายๆ ความละเอียดขึ้นอยู่กับฝีมือการตัดสติ๊กเกอร์ ความทนทานขึ้นอยู่กับการใช้งานครับผม

1. อุปกรณ์ที่จำเป็นอันได้แก่ บล็อค สกรีนเสื้อ เปล่า,ต้นแบบลาย,สติ๊กเกอร์,art knife,ลูกกลิ้งยาง,กระดาษกาว,เทปหนังไก่,แผ่นรองตัด


2. เอาต้นแบบลายมาตัดเป็นสติ๊กเกอร์ ก็เอา ต้นแบบ ไปติดกับสติ๊กเกอร์แล้วก็จัดการตัดซะตามแบบ


3. เมื่อตัดเสร็จแล้วก็จะได้ สติ๊กเกอร์ออกมา 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นลวดลาย และส่วนที่เป็นกรอบ



4. แน่นอนครับส่วนที่เราจะเอาคือส่วนที่เป็นกรอบ ส่วน ส่วนที่เป็นลวดลายก็ จะเอาไปติดอะไรก็ตามใจชอบครับ เราก็จัดการเอา ส่วนที่เป็นกรอบมาติดลงบน บล็อคสกรีนเปล่าๆ ได้เลย



5. เมื่อติดลงไปเรียบร้อย ก็เป็นอันเสร็จพิธีจ้า ได้บล็อคที่สมบูรณ์เรียบร้อย


 


วิธีสกรีนเสื้อจากบล็อก สกรีนเสื้อ ง่ายๆ

1. อุปกรณ์ต่างๆจากซ้ายไปขวา ที่ปาดสี,บล็อคสกรีนลวดลายที่ต้องการ,สีสกรีน,น้ำยาผสมสี(เพื่อลดความหนืด),ถ้วยผสมสีสกรีน



1.1 ที่ปาดสี(DIY) มันก็คือกระดาษลังตัดแล้วกระกบซ้อนกัน 2 ชั้น ด้วยกาวยางครับ แล้วหลายๆคนอาจจะเอ๊ะแล้วมันจะสกรีนได้เหรอเพ่ เด๋วไปพิสูจน์กัน (ยางปาดสีที่เค้าใช้ในงานสกรีนจริงๆ ไซส์ เท่ากับกระดาษลังตัวนี้ ราคาตกอยู่ที่ 500+ ครับ)


 

2. ขั้นตอนการ สกรีนเสื้อ จ้า (ขออณุญาตใช้รูปการ์ตูนแทน)
จากในรูปนะครับ
1. เตรียม ที่ปาดและบล็อคให้พร้อม
2. ผสมสีในชามผสมแล้วเตรียมการเกลี่ยสี
3. เกลี่ยสีลงในบล็อคให้สม่ำเสมอโดยสังเกตุจากการที่ สีลงไปอยู่บนเนื้อผ้าสกรีนเต็มทุกส่วน(ขั้นตอนนี้เราจะยังไม่ยุ่งเกี่ยวกับ เสื้อหรือวัตถุที่เราจะสกรีนนะครับ)
4. เมื่อเราเกลี่ยสีได้สม่ำเสมอแล้ว ให้นำบล็อคลงไปวางทาบที่เสื้อหรือวัตถุที่เราจะสกรีน(ควรทำด้วยความระวัง เราจะสามารถวางลงไปได้ครั้งเดียวนะครับเพราะสีที่เราปาดรอบแรกเพื่อเกลี่ยสี นั้นส่วนหนึ่งได้ซึมผ่านบล็อคไปแล้ว)


3. ทำการปาดซ้ำอีก 1-2 ครั้ง โดยไม่ต้องเพิ่มสีและ ปาดไปในทิศทางเดียวคือปาดเข้าหาตัวนะครับผลที่ได้จะเป็นเช่นนี้



4. เอาไดร์เป่าผมแบบที่มันเป่าลมร้อน มาเป่าที่ตัวลาย ซัก 5 นาที แล้วเอาเสื้อไปผึ่งลมทิ้งไว้ จนกว่าสีจะ แห้งดีจ้า


ที่มา : www.sanook.com

.

    เคยสงสัยไหมเวลาซื้อเสื้อยืด คนขายบอกว่าเป็นผ้า Cotton 100% แต่จากหลายๆ ที่
 
เราดูแล้วกลับไม่เหมือนกัน Cotton เบอร์ 32 ที่นิยม จากที่เห็นมาหลายร้านก็ไม่เหมือนกัน
 
โดนแหกตาไม่เท่าไหร่ แต่จ่ายตังไปแล้วมาเจอของดีทีหลังมันเจ็บใจที่โดนโก่งราคาไม่สมเหตุ
 
สมผล

    ผ้า Cotton ที่ใช้ตัดเสื้อยืดนิยมใช้เส้นด้ายอยู่สามเบอร์คือ เบอร์ 20 ได้ผ้าเนื้อหนา
 
เบอร์ 32 ได้เนื้อผ้าบางนาดกลางๆ  เบอร์ 40 ได้เนื้อผ้าบางมาก และมักทอเป็นเส้นคู่เพื่อ
 
เพิ่มความหนา

 
คุณภาพของผ้า Cotton แบ่งเป็น 3 เกรด คือ

1. Cotton Combed หรือ Cotton Comb คุณภาพ = ดีมาก / ราคาสูง

2. Cotton Semi คุณภาพ = ดี / ราคาปานกลาง

3. Cotton OE คุณภาพ =  พอใช้ / ราคาถูก

 
การแบ่งเกรดผ้าเริ่มตั้งแต่

1. พันธุ์ของฝ้ายที่เลือกใช้ พันธุ์ที่ดีจะให้เส้นใยที่ยาว เหนียวนุ่ม เมื่อนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายจะ
 
   ทำให้ได้เส้นด้ายที่มีคุณภาพดี

2. การคัดแยกคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว
 
3. กระบวนการผลิต
 

 


    3.1 Cotton OE ไม่ผ่านกระบวนการคัดคุณภาพของเส้นใยฝ้าย มีความกระด้าง ขาด
 
        ง่าย เป็นผ้า Cotton เกรดต่ำสุด

    3.2 Cotton Semi ผ่านกระบวนผลิตเส้นด้ายโดยวิธีการสางเส้นใยฝ้าย เป็นเส้นด้าย
 
        เส้นใยสั้น ที่มีขนาดใหญ่ เบอร์ 20 - 32 มีความเนียนนุ่มและกระด้างในระดับ
 
        ปานกลาง

    3.3 Cotton Comp ผ่านกระบวนผลิตเส้นด้ายโดยวิธีการหวีเส้นใยด้วยเครื่องจักร ซึ่ง
 
       มีกระบวนที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อนกว่าแบบการสาง ทำให้ได้ผลผลิตเป็น เส้นด้ายที่
 
       มีขนาดเล็ก เบอร์ 32 เบอร์ 40 ขจัดสิ่งสกปรกออกจากเส้นใยได้ในเปอร์เซ็นที่
 
       มากกว่า รวมถึงได้เส้นด้ายที่มีเส้นใยที่ยาวกว่า เมื่อนำมาทอเป็นผ้าผืนจึงเป็นผ้า
       
       cotton ที่เนื้อดีมีความเนียนนุ่ม เหนียวทน ผิวมันมัน

 
คุณสมบัติของผ้า
 

คุณสมบัติและลักษณะของผ้า

   * ก่อนที่เราจะแนะ นำให้ทุกท่านรู้จัก กับ ลักษณะและคุณสมบัติของเนื้อผ้า เราขอ

อธิบายถึงวิธีการได้มาของผ้า กันก่อนว่ามีขบวนการอย่างไร และต้องใช้วัตถุดิบใดบ้าง เพื่อนำ

มาใช้ในการผลิตผ้า ดังต่อไปนี้

   * ผ้า ผลิตมาจากเส้นด้าย เส้นด้ายผลิตมาจากเส้นใย ดังนั้นลักษณะและคุณสมบัติของ

เนื้อผ้า จะขึ้นอยู่กับลักษณะและคุณสมบัติ ของเส้นใย และเส้นด้าย

   * โดยทั่วไป เส้นใย ที่นิยมนำมาผลิตเส้นด้าย คือฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ โดยจะมี

ทั้งฝ้าย 100% เส้นใยสังเคราะห์ 100% หรือนำฝ้ายและเส้นใยสังเคราะห์มาผสมกันใน

อัตราส่วนต่างๆ กัน ซึ่งจะทำให้ลักษณะและคุณสมบัติของเส้นด้ายแตกต่างกันไป ซึ่งจะส่งผล

ต่อลักษณะและคุณสมบัติของผ้าด้วย

 

เส้นด้ายที่ทำมาทอเป็นเนื้อผ้าสำหรับตัดเสื้อโปโลและเสื้อยืด ที่นิยมใช้ มี 4 ชนิด คือ

    1. Cotton 100%(ผ้าฝ้าย)ฝ้าย (Cotton) คือเส้นใยเก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการ

ทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ สิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่ามนุษย์มีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมานาน

แล้ว คือหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งขุดพบในซากปรักหักพังอายุประมาณ 3,000 ปีก่อน

คริสตกาล ที่แหล่งโบราณคดีโมฮันโจ ดาโร (Mohenjo daro) ซึ่งอยู่ในบริเวณแหล่ง

อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ ในเขตประเทศปากีสถานปัจจุบัน

    ฝ้าย (Cotton) เป็นใยเซลลูโลสได้จากดอกของฝ้าย ผ้าที่ผลิตจากฝ้ายพันธุ์ดีเส้นใย

ยาว ผิวของผ้าจะเรียบเนียน และทนทาน คุณภาพของผ้าฝ้ายขึ้นอยู่กับพันธุ์ ความยาวและ

ความเรียบของเส้นใย ใยฝ้ายเองไม่ใคร่แข็งแรงนัก แต่เมื่อนำมาทอเป็นผ้า จะได้ผ้าที่แข็งแรง

ยิ่งทอเนื้อหนา-แน่นจะยิ่งแข็งแรง ทนทาน ดูดความชื้นได้ดี เหมาะสำหรับทำผ้าเช็ดตัว

ผ้าเช็ดหน้า ผ้าฝ้ายเนื้อบางถึงเนื้อหนาปานกลาง ใช้เป็นชุดสวมในฤดูร้อนจะรู้สึกเย็นสบาย

 

คุณลักษณะเด่นของผ้าฝ้ายคือ

    * ยับง่าย รีดให้เรียบได้ยาก แต่ปัจจุบันมีการตกแต่ง (Finish) ทำให้ผ้าไม่ใคร่ยับ

และรีดให้เรียบได้ง่ายขึ้น
   

    * ซักได้ด้วยผงซักฟอก ซักรีดได้ที่อุณหภูมิสูง
   

    * แมลงไม่กินแต่จะขึ้นรา

     

    ผ้าฝ้าย (Cotton) ได้มาจากต้นฝ้ายในส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ด หรือที่เรียกว่า ปุยฝ้าย

จะมีลักษณะเป็นเส้นเล็ก วิธีใช้งานจะนำฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วนำมาท่อเป็นผืนผ้า ฝ้ายมี

คุณสมบัติเนื้อนุ่ม โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากฝ้ายมีช่องระหว่างเส้นใย จึง

เหมาะกับสภาพอากาศในฤดูร้อน และมีคุณสมบัติเมื่อเปียกจะตากแห้งได้เร็ว เป็นเส้นใย

ธรรมชาติ 100% ผลิตจากฝ้าย สวมใส่สบายอากาศได้ดีซับเหงื่อได้ดีเยี่ยม เนื้อผ้าจะมี

ลักษณะด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือมันจะยับง่าย เมื่อซักบ่อยๆ ก็จะย้วย

 

วิธีทดสอบด้วยการเผา

     ติดไฟ ไม่มียาง ไหม้เหมือนกระดาษ เถ้ามีสีเทา นุ่ม  เปลวไฟที่ได้จะเป็นสีแดง

 

ข้อดี

   1.ความยืดหยุ่นสูง สวยงามสวมใส่สบาย และเป็นเส้นใยธรรมชาติ

   2.เนื้อนุ่ม ไม่ร้อน ผ้านุ่มเนียนสวย

   3.ซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดีเยี่ยม

   4.ทนความร้อนและสามารถรีดที่อุณภูมิสูง ๆ ได้

 

ข้อเสีย

   1.ผ้าจะหดตัว เมื่อผ่านการซักครั้งแรก

   2.ยับง่าย รีดให้เรียบได้ยาก แต่ปัจจุบันมีการตกแต่ง (Finish) ทำให้ผ้าไม่ใคร่ยับและรีดให้เรียบได้ง่ายขึ้น

   3.แมลงไม่กินแต่จะขึ้นรา

   4.เมื่อซักบ่อยๆจะย้วย และหด ยืด ไม่อยู่ทรง ยับง่าย ดูแลรักษาลำบาก สีซีดเก่าเร็ว

   5.มีราคาสูงกว่าผ้าชนิดอื่น  ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพผ้าและร้านขายราคาแบ่งเป็น

 

    ผ้า Cotton ส่วนใหญ่ จะเน้นเป็นพรีเมื่ยม สำหรับสมนาคุณลูกค้า แถมพร้อมกับ

สินค้า หรือสวมใส่ธรรมดาตามกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งไม่นิยมทำเป็นเสื้อคนงานเพราะราคาสูง

เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ในที่กลางแจ้งและโดนแดดบ่อยๆ เพราะผ้าจะระบายอากาศได้ดี ไม่

ค่อยอมเหงื่อ หรือ สำหรับคนที่ต้องการความหรูหราใส่สบาย แต่ราคาอาจจะสูงกว่าผ้าชนิดอื่น

เพราะเป็นเส้นใยธรรมชาติ

 

เส้นด้ายที่นิยมนำมาทอผ้า Cotton มีดังนี้

  * Cotton No.20 เส้นด้ายจะมีขนาดใหญ่สุด ผ้าที่ทอได้จึงหนาพอสมควร

  * Cotton No.32 เส้นด้ายจะมีขนาดเล็ก ผ้าที่ทอได้จะเนียนและบาง

  * Cotton No.40 เส้นด้ายมีขนาดเล็กที่สุด ผ้าที่ทอจึงเนียนมากและบางมาก จึงต้อง

ทอเป็นเส้นคู่ และราคาจะค่อนข้างสูง คุณภาพเรียงจากต่ำไปสูง

  * OE

  * CARDED

  * SEMI-COMBED

  * COMBED

  ผ้าที่ทำจากเส้นด้าย OE ก็มักจะมีคุณภาพที่ต่ำกว่าผ้าจากเส้นด้าย Combed ตามลำดับ

ประเภทการปั่นเส้นด้ายมีอยู่ 2 แบบใหญ่อันได้แก่

   1.การปั่น ลักษณะแบบ Open End เป็น การปั่นที่ที่จะใช้ ลดกระบวนการปั่นในบางขั้นตอนออกทำให้เส้นด้ายที่ผลิตมามีผลผลิตมาก ยิ่งขึ้น แต่ว่าคุณภาพของเนื้อเส้นด้ายก็จะไม่สูงนัก ผ้าที่ออกมาจะมีความกระด้างกว่าเส้นด้ายแบบอื่น

   2.การปั่นแบบ Ring จะมีกระบวนการผลิตที่ครบถ้วนกว่า OE ทำให้ได้เส้นด้ายที่มีคุณภาพสูงกว่า แต่ในการปั่นแบบ Ring ก็จะมีแยกคุณภาพออกมาหลายอย่าง โดยขึ้นอยู่กับการปรับความสูญเสียในการผลิตว่าจะให้มีมากน้อยแค่ไหน เช่น

    * เส้นด้าย Card ก็เป็นการปั่น ring แบบหนึ่งแต่ว่าจะมีการเอาของเสียออกจากกระบวนการผลิตน้อยทำให้เส้นด้ายมี คุณภาพที่ต่ำ มีความกระด้างสูง

    * เส้นด้าย SEMI-COMBED ก็เป็นการปั่น ring แบบหนึ่งแต่ว่าจะมีการสางของเสียออกจากฝ้ายในระดับหนึ่ง คุณภาพที่ได้ก็จะอยู่ระดับกลาง ร้านผ้าส่วนใหญ่ในวัดสนนิยมจะใช้เส้นด้ายชนิดนี้

    * เส้นด้าย COMBED เป็นการปั่นแบบ ring แต่ว่ามีการใช้หวี มาสางเอาของเสียออกจากตัวเนื้อฝ้าย และเนื้อเส้นด้ายมากกว่าปกติ ทำให้เส้นด้ายที่ออกมามีคุณภาพสูง และมีความเนียนที่สูงกว่า เส้นด้ายอื่นๆ

 

    2. CVC  (Cotton 80% + Polyester 20%) , (Cotton 60% +

Polyester 40%) CVC เป็น เส้นใยผสมระหว่าง Cotton และ Polyester  ผสม

ระหว่างเส้นใยธรรมชาติหรือผ้าฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ มีคุณสมบัติในการระบายอากาศดี

จากเส้นใยทั้งสอง  สำหรับเนื้อผ้าผสม CVC จะอยู่ที่ Cotton 60-85% ต่อ Polyes

ter 15-40%  โดยคุณสมบัติจะแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น ผ้า CVC ที่มีส่วนผสม

(Cotton60%+ Polyester 40%) ลักษณะโดยทั่วไปของเนื้อผ้ามี มีความยืดหยุ่นอยู่ใน

ระดับปานกลาง การสวมใส่อยู่ทรง สบายตัว การผลิต นิยมใช้ No.20 และ 34 เส้นคู่

    CVC ที่มีส่วนผสม (Cotton80%+ Polyester 20%) ความยืดหยุ่นจะสูงมาก

การระบายอากาศสูง เนื้อผ้าแน่น เนื้อผ้านุ่ม ใส่สบาย ดูดซับเหงื่อ ไม่มีปัญหาเรื่องผ้าหดตัว

ไม่ขึ้นขนเป็นเม็ดก้อน แต่จะฟูด้วยลักษณะของเส้นด้าย เหมาะสำหรับทำ เสื้อโปโล และ เสื้อ

ยืด

    จุดเด่นของ ผ้า CVC หรือผ้าเนื้อผสมคือเรื่องการควบคุมการยืด (หด )ย้วยจะทำได้ดี

กว่า cotton 100 % แต่ข้อเสียที่ติดมาจากใยสังเคราะห์คือจะระบายอากาศได้ไม่ดีเท่า

cotton 100 % (ถึงแม้จะทอให้เส้นใยมีรูเล็ก ๆ เพื่อช่วยในการระบายอากาศแล้วก็ตาม)

สวมใส่สบายราคาไม่แพงเท่า Cotton 100% ระบายอากาศได้ดีซับเหงื่อได้ดี ราคาของผ้า

ขึ้นอยู่กับสีที่เลือก การสวมใส่อยู่ทรง สบายตัวกับผ้า CVC  ผ้า CVCไม่มีปัญหาเรื่องผ้าหด

ตัว ไม่ขึ้นขนเป็นเม็ดก้อน เพราะมีการควบคุมการยืดของเนื้อผ้า ผ้าชนิดนี้มีส่วนผสมเหมือน

เนื้อผ้า TC เพียงแค่มีส่วนของ Cotton มากกว่าส่วนผสมของ Polyester

 

วิธีทดสอบด้วยการเผา

 

    ติดไฟ ไม่มียาง ไหม้เหมือนกระดาษ เถ้ามีสีเทา นุ่ม แต่จะส่วนผสมของ poly เมื่อ

เผาแล้วจะมีลักษณะเป็นพลาสติกแข็งติดนิดหน่อย เปลวไฟที่ได้สีแดง เหลือบน้ำเงิน กลิ่นจะมี

กลิ่นพลาสติกอยู่นิดหน่อย

 

ข้อดี

   1.สวยงาม เนื้อผ้านุ่มแน่น ใส่สบาย ไม่ร้อน

   2.ดูดซับเหงื่อ ระบายอากาศได้ดี และอยู่ตัวกว่า Cotton 100% ไม่มีปัญหาเรื่องผ้า

หดตัว

   3.ไม่ขึ้นขนเป็นเม็ดก้อน แต่จะฟูด้วยลักษณะของเส้นด้าย

 

ข้อเสีย

    1.จะคล้ายผ้า Cotton เพียงแค่จะหดย้วยน้อยกว่าเท่านั้น และราคาก็สูงกว่า TC เป็น

ผ้าที่ไม่ค่อยนิยมใช้งานกันมากนักในตลาดทั่วไป

    2.ระบายอากาศได้ไม่ดีเท่า cotton 100 %

 

    3. TC (Cotton ผสมPolyester / Cotton 35%+Poly 65%)

TC (Toray tetoron+Cotton) เป็น เส้นใยผสมระหว่าง Cotton และ

Polyester เป็นเนื้อผ้าเส้นด้ายผสมระหว่างเส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยสังเคราะห์  % การ

ผสมกันระหว่างเส้นใย Cotton 100% และเส้นใยสังเคราะห์ เปอร์เซ็นต์การผสมของผ้า TC

ระหว่าง Polyester และ Cotton จะอยู่ที่อัตราส่วนของ Cotton 35% และ

Polyester 65%  เส้นด้ายที่นิยมนำมาทอผ้า TC คือเบอร์ 20 และ 32 และ 40  

เสื้อยืดที่ผลิตจากผ้าประเภทนี้ ราคาอยู่ในระดับปานกลาง โดยขึ้นกับเบอร์ผ้า และ เส้นใยผ้า

มีลักษณะนุ่มและบาง

    ผ้าชนิดนี้นิยมทอผ้าให้มีลักษณะเป็นรู (ทอแบบ juti รูจะเป็นรูปรังผึ้ง) เนื่องจากผ้า

ประเภท TC และ TK มีคุณสมบัติในการระบายอากาศได้ไม่ค่อยดีนัก การทอผ้าชนิดนี้จึงนิยม

ทอผ้าให้มีรูเล็กๆ เพื่อช่วยในการระบายอากาศ และเพื่อความสบายในการสวมใส่  เนื้อผ้า

TC จะมีลักษณะมัน (น้อยกว่า TK) ราคาของผ้าขึ้นอยู่กับสีที่เลือก เนื้อผ้าเส้นด้ายผสม

ระหว่างเส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยสังเคราะห์ การสวมใส่จะสบายตัว และไม่ยับง่าย ความ

ยืดหยุ่นปานกลาง ใช้ในการผลิตมากที่สุด

    ปัจจุบันเนื้อผ้า TC มีการใช้ในการผลิตเสื้อโปโล หรือ เสื้อยืด หรือยูนิฟอร์มมากที่สุด

เนื่องจาก ราคาอยู่ในระดับกลาง ๆ กล่าวคือ ไม่ถูกหรือแพงจนเกินไป ผู้บริโภคเองสามารถ

รับได้ ในการผลิต ก็เช่นเดียวกัน คือ ลักษณะของเนื้อผ้าที่ใช้กันนิยมใช้ No.20 และ 34

เส้นคู่

 

ข้อดี

  1.สวมใส่สบาย ระบายอากาศปานกลาง

  2.เนื้อผ้านุ่ม การดูดซับน้ำดีพอใช้ ดูแลรักษาง่าย

  3.อายุการใช้งานใกล้เคียงกับเนื้อผ้า Cotton 100% และใช้งานได้นานกว่าเนื้อผ้า TK

  4.ไม่ยับง่าย เสียทรงเมื่อมีการซัก หรือ แช่น้ำ หลังจากการใช้งาน

  5.ราคาย่อมเยา

 

ข้อเสีย

   1.เนื้อผ้าค่อนข้างบาง

   2.เนื้อผ้าจะไม่เนียนสวยเท่า Cotton

   3.อายุการใช้งานค่อนข้างสั้นถ้าเทียบกับ Cotton

 

    เหมาะกับคนที่เหงื่อออกง่ายแม้ทำงานอยู่ในห้องแอร์ เพราะระบายอากาศได้ดีพอสมควร

และข้อดีที่โดดเด่นกว่า Cotton 100% คือ อยู่ทรง ไม่หดไม่ย้วยง่ายเท่า Cotton นิยม

ทำเป็นเสื้อฟอร์มพนักงาน เพราะราคาปานกลาง ระยะเวลาการใช้งานเหมาะสมเส้นด้ายที่นิยม

นำมาทอผ้าTC มีดังนี้

    TC No.20 เส้นด้ายจะมีขนาดใหญ่สุด ใช้ทอได้ทั้งผ้าเรียบและผ้าจูติ

    TC No.34 เส้นด้ายจะมีขนาดเล็กมาก ใช้ทอผ้าจูติ จึงต้องทอเป็นเส้นคู่

 

    4. TK (Polyester หรือใยสังเคราะห์ / Polyester 100%) เป็น เส้นใย

สังเคราะห์ผลิตจาก Polyester ผ้าใยสังเคราะห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า TK มีส่วนผสม

ของ Polyester 100%  เนื้อผ้าจะมีลักษณะมันผิวผ้าเป็นเงามากกว่า TC คุณสมบัติทั่วๆ

ไป คือ ผ้าจะไม่ค่อยยับ อยู่ทรง ไม่ย้วย สีไม่ตก แต่ข้อเสียก็คือเสื้อที่ทำจากผ้า TK ใส่แล้ว

จะร้อน เนื่องจากระบายอากาศไม่ดีผ้า TK จึงนิยมทอ ให้มีลักษณะเป็นรูเช่นกัน ทนทานหา

ได้ง่ายและวางขายตามท้องตลาด โดยทั่วไปแล้ว จะมีกรรมวิธีการทอเป็นแบบเนื้อ 17, 20

และ 34 เส้นคู่ ไม่ค่อย ซับเหงื่อ รีดง่าย ยับยาก ไม่หด ไม่ยืด ใช้งานไประยะหนึ่งจะเกิด

การขึ้นขนเป็นเม็ดก้อนจึงเหมาะสำหรับทำ เสื้อโปโล

    ข้อดี ของเนื้อผ้า TK ชนิดนี้ คือ ราคาค่อนข้างถูก ผ้า TK คงสภาพอยู่ทรง ไม่หดไม่

ย้วย เนื้อผ้าจะมีความมัน เสื้อยืดที่ทำจากเนื้อผ้าประเภทนี้จะมีราคาถูกที่สุด ส่วนข้อเสียคือใช้

ไปนาน ๆ จะมีลักษณะ เป็นขน และสีหมองคล้ำ เนื้อผ้าจะระบายอากาศได้น้อยมาก ถ้าใส่อยู่

ในที่แดดร้อน ๆ หรืออากาศอบอ้าว จะรู้สึกไม่สบายตัว โดยเฉพาะคนที่เหงื่อออกง่ายจะยิ่งชุ่ม

ไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากเนื้อผ้าดูดซับเหงื่อได้น้อย และเมื่อใส่ไปนาน ๆ (ซักบ่อย ๆ) เสื้อผ้า

จะขึ้นขุย

 

ข้อดี

   1.ราคาที่ถูกกว่าเนื้อผ้าอื่นๆ ทำให้ประหยัดงบประมาณ

   2.ผ้าทนทาน อยู่ตัว ไม่หดไม่ย้วย หรือเสียทรงเมื่อมีการซัก หรือแช่น้ำหลังจากการใช้งาน

   3.หาซื้อง่ายตามท้องตลาด

 

ข้อเสีย

   1.ผ้าจะเป็นเม็ดเมื่อผ่านการซัก

   2.สีจะหมองคล้ำลงเมื่อผ่านการใช้งานนานๆ

   3.เนื้อผ้ากระด้าง ระบายอากาศไม่ดี

   4.ไม่ดูดซับน้ำ ซับเหงื่อ เวลาใส่ในที่อากาศร้อน เหมาะที่จะใช้ในห้องแอร์ ไม่ค่อยโดน

แดด

 

เส้นด้ายที่นิยมนำมาทอผ้าTK มีดังนี้

   TK No.17 เส้นด้ายจะมีขนาดใหญ่สุด ใช้ทอได้ทั้งผ้าเรียบและผ้าจูติ

   TK No.20 เส้นด้ายจะมีขนาดเล็กกว่า TK No.17  ใช้ทอได้ทั้งผ้าเรียบและผ้าจูติ

   TK No.34 เส้นด้ายจะมีขนาดเล็กมาก ใช้ทอได้ทั้งผ้าเรียบและผ้าจูติ และทอเป็นเส้นคู่

 

ข้อแนะนำการซักและการดูแลรักษาเสื้อยืดให้อยู่กับเรานานๆ

    1.ให้แยกซักระหว่างผ้าขาวกับผ้าสี แนะนำให้ซักมือจะดีกว่า

    2.ผงซักฟอกให้เลือกที่ไม่รุนแรง และ ถนอมใยผ้าครับ

    3.ไม่ควรตากโดยใช้ไม้แขวนเสื้อ ให้กลับด้านแล้วพาดเสื้อกับที่ราวตากผ้า

    4.เมื่อเสื้อแห้งถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้ไม้แขวนเสื้อนะครับ ควรผับเก็บจะดีที่สุดครับ

 

    เนื้อผ้าที่นำมาทำเสื้อยืดนั้นมีหลายเกรดหลาย ราคา รวมถึงคุณสมบัติของเนื้อผ้าก็แตก

ต่างกัน ก่อนจะซื้อเสื้อยืดหรือสั่งตัด ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของผ้าแต่ละชนิด

การแบ่งประเภทของผ้าตามส่วนผสมของเส้นด้าย ที่นิยมใช้งานโดยทั่วไปจะแบ่งได้ดังนี้

 

ชื่อเรียก ส่วนผสมของเส้นด้าย ลักษณะและคุณสมบัติ ลักษณะการใช้งาน
ความยืดหยุ่น การระบายอากาศ ลักษณะทางกายภาพ
Cotton ฝ้าย 100%
(Cotton 100%)
สูงมาก สูงมาก เนื้อผ้านุ่ม เห็นเส้นใยฝ้ายฟูบาง ใส่สบาย ดูดซับเหงื่อ แต่มีปัญหาเรื่องผ้าหดตัว ยืด ย้วย
CVC เส้นด้ายผสม
(Cotton80%+Poly20%)
สูงมาก สูงมาก เนื้อผ้าแน่น เนื้อผ้านุ่ม เนื้อผ้า แน่น นุ่ม ใส่สบาย ดูดซับเหงื่อ ไม่มีปัญหาเรื่องผ้าหดตัว
TC เส้นด้ายผสม
(Cotton65%+Poly35%)
ปานกลาง ปานกลาง เห็นใยฝ้ายฟูบาง เนื้อผ้าค่อนข้างนุ่ม ใส่สบาย น้อยกว่า CVC ไม่มีปัญหาเรื่องผ้าหดตัว
TK เส้นใยสังเคราะห์
(Polyester 100%)
น้อย น้อย เป็นมันเงา ไม่ค่อย ซับเหงื่อ รีดง่าย ยับยาก ไม่หด ไม่ยืด

 

    ลักษณะ และคุณสมบัติของผ้าดังกล่าวเป็น เพียง ลักษณะโดยทั่วไปเท่านั้น เพราะใน

ความเป็นจริงแล้ว คุณสมบัติของเส้นใยที่นำมาผลิตด้าย และผ้านั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมาย

เช่น ด้ายที่ผลิตจากเส้นใยสั้น ด้ายที่ผลิตจากเส้นใยยาว หรือถ้าวิเคราะห์ตามคุณสมบัติของ

เส้นใยที่มีผลต่อคุณสมบัติของผ้า เราอาจจะต้องพิจารณา สมบัติความเป็นมัมวาว การทิ้งตัว

ของผ้าเนื้อผ้า คุณสมบัติต่อผิวสัมผัส การทนต่แรงเสียดสี ความทนต่อแรงดึง การดูดซับน้ำ

เป็นต้น

 

    จากปัจจัยที่หลากหลายดังกล่าว ส่งผลต่อต้นทุนในส่วนของราคาผ้าที่จะนำมาใช้ผลิตเสื้อ

ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกซื้อเสื้อจากผู้ผลิตรายหนึ่งรายใด เราควรที่จะพิจารณาคุณสมบัติเหล่

นี้ เปรียบเทียบกับราคาของเสื้อ รวมถึงบริการที่จะได้รับจากผู้ผลิตเสื้อก่อนเพื่อให้ได้สินค้าที่ดี

ที่สุดใน งบประมาณอันจำกัดของเรา

 

Image.aspx

 

credit : donaus.com

.

นอกเหนือจากการทอ การย้อม การเพ้นต์แล้ว การตกแต่งลวดลายลงบนผ้าโดยการพิมพ์สกรีนก็ถือเป็นอีกหนึ่งในหลากหลายกรรมวิธีที่นำมาใช้ในการทำให้เกิดลวดลายบนผ้า โดยผ้าที่ถูกนำมาใช้ในการพิมพ์สกรีนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ผ้าหลา(ผ้าม้วน)และผ้าชิ้น(รวมถึงเสื้อสำเร็จรูป) ซึ่งกระบวนการที่ถูกนำมาในการพิมพ์ผ้ามีทั้งที่เป็นแบบใช้เครื่องจักรอัตโนมัติโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรมการพิมพ์ผ้าขนาดใหญ่และตามโรงงาน เช่นเครื่องพิมพ์แบบ Rotary Screen, Roller Screen, Flat Bed Screen , Digital Printing เป็นต้น และการพิมพ์ผ้าโดยอาศัยแรงงานคน (Hand Printing ) โดยประเภทการพิมพ์สกรีนลงบนผ้าสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

1.การพิมพ์โดยตรง (Direct Printing) จะใช้แป้งพิมพ์ซึ่งผสมกับหมึกพิมพ์ตามประเภทที่เหมาะกับเนื้อผ้าและผสมสารเคมีอื่น ๆ เพื่อช่วยเพิ่มความคมชัดของลายและความเข้มของสี แล้วจึงทำการพิมพ์ตรงลงไปบนเนื้อผ้า ซึ่งการพิมพ์โดยตรงยังสามารถจำแนกตามเทคนิคได้ดังนี้
[การพิมพ์โดยตรง]

1.1 การพิมพ์ดิสชาร์จ (Discharge Printing) เทคนิคนี้ใช้กับการพิมพ์ลวดลายบนผ้าที่ถูกย้อมสีมาก่อนแล้ว โดยใช้สารกำจัดสี(Discharging agent) เพื่อทำลายสีพื้นของผ้าที่ถูกย้อมทำให้เกิดเป็นลวดลายสีขาว(White discharge) ในกรณีที่ต้องการให้เกิดลวดลายสีอื่น ๆ (color discharge) จะเติมสีซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อสารกำจัดสีผสมลงไป เมื่อทำการพิมพ์ ลวดลายสีพื้นของผ้าย้อมจะถูกทำลายแต่สีที่เติมลงไปคงอยู่และเข้าไปแทนที่สีที่ถูกกัด เมื่อไปผ่านกระบวนการอบและซักแห้งแล้วจึงจะเห็นเป็นลวดลายปรากฏ

1.2 การพิมพ์รีซิส (Resist Printing) เป็นการพิมพ์ลายโดยผสมสารกันสี (Resisting agent) ลงในแป้งพิมพ์เพื่อป้องกันสีย้อมซึ่งจะถูกย้อมหรือพิมพ์ทับในภายหลัง หลังจากย้อมและนำไปซักจะเห็นเป็นลวดลายพิมพ์สีขาว (White Resist) ตรงส่วนที่พิมพ์ลายกันสีไว้ และหากต้องการให้เกิดลวดลายสี (Color Resist) จะเติมสีที่ต้องการผสมลงไปในแป้งพิมพ์พร้อมสารกันสีแล้วจึงพิมพ์ลายก่อนนำไปย้อม วิธีการนี้นิยมใช้กันในการทำผ้าบาติก

1.3 การพิมพ์เบิร์นเอ๊าท์ (Burn-Out Printing) เป็นการทำให้เกิดลวดลายบนเนื้อผ้าที่มีเส้นใยผสม 2 ชนิด ด้วยการผสมสารเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายเส้นใยของผ้าลงในแป้งพิมพ์ เพื่อทำให้เส้นใยชนิดใดชนิดหนึ่งที่ถูกทำลายเกิดเป็นลวดลาย

1.4 การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิตอล (Digital printing) เป็นการพิมพ์ผ้าโดยใช้เครื่องพิมพ์ที่อาศัยหลักการเดียวกับการพิม์กระดาษด้วยเครื่อง Printer ทั่วไป เพียงแต่เปลี่ยนจากกระดาษมาเป็นพิมพ์ตรงลงบนเนื้อผ้า ซึ่งกระบวนการพิมพ์ผ้าด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิตอลปัจจุบันมีทั้งที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและใช้พิมพ์เสื้อสำเร็จรูป ซึ่งการพิมพ์โดยด้วยเครื่องดิจิตอลจำเป็นต้องนำผ้าไปผ่านกระบวนการ Pre-Treat ก่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิมพ์และต้องมีการอบเคลือบสีหลังจากการพิมพ์ (finishing)เพื่อให้หมึกพิมพ์ติดทนบนเนื้อผ้า
รูป เครื่องพิมพ์ digital DTG(direct to garment)รูป เครื่องพิมพ์ digital DTG(direct to garment)

2. การพิมพ์แบบอ้อม (Indirect Print) หรือ แบบถ่ายโอนความร้อน (Heat Transfer) เป็นเทคนิคการพิมพ์ลายลงบนกระดาษ แล้วนำไปผ่านกระบวนการกดหรือรีดด้วยความร้อน เทคนิคนี้ได้ถูกต่อยอดมาจากการสกรีนเสื้อเบอร์หมายเลขของนักกีฬา โดยการสกรีนลงบนกระดาษทรานเฟอร์เตรียมไว้ก่อน เมื่อมีออเดอร์มาก็สามารถจะนำเข้าเครื่องรีดความร้อนกดทับสกรีนติดเสื้อได้ทันที จนเข้าสู่ยุคดิจิตอล เทคโนโลยีการพิมพ์ได้พัฒนาไปพร้อม ๆ กับการออกแบบกลไกหัวฉีดหมึกและคุณสมบัติของหมึกที่นำมาใช้พิมพ์ในงานอุตสหกรรมสิ่งพิมพ์ จึงได้เริ่มมีการประยุกต์เอาหลักการสกรีนเสื้อแบบทรานเฟอร์ดั้งเดิมมาใช้ โดยการพิมพ์ลวดลายด้วยเครื่องปริ้นเตอร์แบบ Ink Jet หรือ Laser ลงบนกระดาษทรานเฟอร์แล้วนำไปกดด้วยเครื่องรีดความร้อนเพื่อให้หมึกระเหิดย้อมติดไปบนเสื้อโดยมีแผ่นฟิลม์บนกระดาษเป็นตัวเคลือบยึดเกาะลวดลายกับตัวเสื้ออีกชั้นนึง

หมึกสำหรับการสกรีนแบบทรานเฟอร์ ต้องมีคุณสมบัติในการยึดเกาะบนเส้นใยผ้าได้ดี คงทนต่อแดด(การตาก และใส่กลางแจ้ง)และที่สำคัญต้องทนน้ำ(ทนต่อการซักล้าง) โดยหมึกที่นิยมนำมาใช้ในการสกรีนเสื้อแบบทรานเฟอร์ เช่น

หมึก dye sublimation ink ซึ่งมีคุณสมบัติในการระเหิด เมื่อถูกความร้อนหมึกจะเหิดกลายเป็นไอย้อมติดลงไปบนเนื้อผ้า ส่วนข้อจำกัดของหมึกประเภทนี้คือใช้ได้เฉพาะกับผ้าใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ หรือไนล่อนเท่านั้น ไม่สามารถใช้ได้กับผ้าที่เป็น cotton 100%

หมึกพิกเม้นต์ หรือ ที่เรียก ดูราไบท์( Durabite เป็นชือทางการค้าของ printer เจ้านึง) จะมีคุณสมบัติเด่นในด้านความคงทน และกันนำ้ เนื่องจากหยดหมึกจะมีเรซิ่นบาง ๆ เคลือบอยู่ หมึกประเภทนี้สามารถใช้สกรีนลงบนเนื้อผ้า cotton 100%

กระดาษทรานเฟอร์ เป็นกระดาษที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับงานสกรีนเสื้อด้วยความร้อน โดยตัวกระดาษจะมีแผ่นฟิลม์บาง ๆ เคลือบอยู่เมื่อนำไปกดทับด้วยเครื่องรีดความร้อนตัวฟิลม์จะละลายเคลือบติดไปบนลวดลาย และตัวเสื้อ ถ้าสกรีนลงบนเสื้อสีขาวตัวฟิลม์ที่เคลือบก็จะกลมกลืนไปกับสีเสื้อ(ถ้าสังเกตุจะมองเห็นเป็นกรอบสี่เหลี่ยมของเนื้อฟิลม์) แต่ถ้าสกรีนเสื้อดำจะเห็นเป็นกรอบฟิลม์สี่เหลี่ยมอย่างชัดเจน เนื่ีองจากข้อจำกัดดังกล่าวจึงทำให้งานสกรีนด้วยวิธีรีดร้อนนี้ถูกนำไปใช้ในวงจำกัดเฉพาะกับการสกรีนเบอร์หรือตัวอักษร หรือสกรีนเสื้อรูปถ่ายที่ระลึก เนื่องจากจำเป็นต้องมีการทำ die cut เพื่อตัดพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่ลวดลายออก (ยกเว้น design ที่มีกรอบสี่เหลี่ยมเช่นรูปถ่ายภาพเหมือน ) และผิวสัมผัสบนลวดลายที่สกรีนลงบนเสื้อจะแตกต่างจากการสกรีนแบบซิลค์สกรีนซึ่งเรียบเป็นเนื้อเดียวกับเสื้อ(ยกเว้นประเภทที่ต้องการสกรีนลายนูน) แต่กับการสกรีนความร้อนด้วยวิธีทรานเฟอร์แผ่นฟิลม์ที่เคลือบจะให้ความรู้สึกของผิวสัมผัสเหมือนการนำแผ่นสติกเกอร์มาติดลงบนเสื้อ ในกรณีที่ลวดลายซับซ้อนทำให้ลำบากในการทำ die cut จะใช้วิธีเลี่ยงด้วยการออกแบบลายสกรีนให้มีสีพื้นมารองรับเป็นแบ็ลคกราวน์ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดหรือทำ die cut
ความคงทน ในการสกรีนเสื้อด้วยวิธีทรานเฟอร์ คุณสมบัติในด้านความคงทนของลวดลายที่สกรีนทั้งต่อการตากแดดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการซักล้างด้วยน้ำจะขึ้นอยู่คุณภาพของหมึกและกระดาษซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการตัดสินใจเลือก Printer เพราะถ้าใช้หมึกที่ไม่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติในการทนน้ำเมื่อนำไปซัก รวมถึงกระดาษทรานเฟอร์ที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะ(ฟิลม์ที่เคลือบ)ไม่ดี เมื่อนำไปซักลวดลายจะหลุดลอกได้ง่าย

ครื่องรีดความร้อน

credit : pandascreen.com/

.